ทำงาน 4-01-2569 by Vorapat.k(RMU.)& Orachorn.j(ฺBUU.)

 มาตุภูมิของไทยคือ ประเทศไทย เองค่ะ

คำว่า "มาตุภูมิ" หมายถึง ดินแดนหรือประเทศที่เราเกิด หรือที่เราถือเป็นบ้านเกิดและมีความผูกพันทางจิตใจ โดยในกรณีของคนไทย "มาตุภูมิ" จึงหมายถึง ประเทศไทย ซึ่งเป็นชาติบ้านเมืองที่คนไทยทุกคนรักและภาคภูมิใจ

หากคุณหมายถึงบริบทอื่น เช่น ถิ่นกำเนิดของชนชาติไทยในเชิงประวัติศาสตร์ นักวิชาการส่วนใหญ่เชื่อว่าชนชาติไทยมีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมอยู่ในบริเวณตอนใต้ของจีน (เช่น มณฑลยูนนาน) ก่อนจะอพยพลงมาตั้งถิ่นฐานในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จนก่อตั้งเป็นอาณาจักรสุโขทัย และพัฒนาต่อเนื่องมาเป็นประเทศไทยในปัจจุบันค่ะ

หากคุณต้องการข้อมูลเฉพาะด้าน เช่น ด้านวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ หรืออัตลักษณ์ของมาตุภูมิไทยเพิ่มเติม แจ้งได้เลยนะคะ 😊


จาก​ ร.11​ อรชร​ จุกสีดา   คนอเมริกา​ อังกฤษ
ปล.พระเจ้าตากสินมหาราช​ และพระนเรศวร​ 
มีตราชฎา​ และ​ ตราครุฒ
ลูกสาวผู้ใหญ่ขาบ​ จุกสีดา​ ม.5​ 
ตำบลสระสี่เหลี่ยม​ อ.พนัสนิคม​ จ.ชลบุรี
เป็นทั้งครูทั้งหมอ

"ประเทศไทยเพื่อเยาวชนทุกรุ่น" เป็นคำขวัญหรือแนวคิดที่เน้นความสำคัญของการพัฒนาประเทศโดยให้เยาวชนทุกกลุ่ม—ไม่ว่าจะมาจากภูมิหลังใด รุ่นไหน หรือมีความแตกต่างกันอย่างไร—ได้รับโอกาสอย่างเท่าเทียมในการเติบโต เรียนรู้ และมีส่วนร่วมในการสร้างอนาคตของชาติ

แนวคิดนี้สะท้อนถึง:

  • ความเสมอภาค: ทุกเยาวชนควรได้รับโอกาสในการเข้าถึงการศึกษา สาธารณสุข สวัสดิการ และพื้นที่ในการแสดงออก
  • การมีส่วนร่วม: เยาวชนควรมีเสียงในการตัดสินใจเกี่ยวกับนโยบายที่ส่งผลต่อชีวิตของพวกเขา
  • การส่งเสริมศักยภาพ: สนับสนุนทักษะ ความคิดสร้างสรรค์ และความเป็นผู้นำในทุกกลุ่มเยาวชน
  • ความยั่งยืน: การลงทุนกับเยาวชนคือการวางรากฐานที่มั่นคงสำหรับสังคมไทยในอนาคต

หากคุณต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับนโยบาย โครงการ หรือกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับแนวคิดนี้ในประเทศไทย บอกได้เลยนะครับ!


ในหลวงผู้ใหญ่ขาบ​ จุกสีดา​ จ.ชลบุรี​ เกิดวันจันทร์​ ปีหมู

เคยบวชเป็นพระ​ เป็นทหารบก​ 
อรชร​ จุกสีดา​ เกิด​ 13​ มิถุนายน​ 2524​ ปีระกา​ วันเสาร์​ เดือน​7
ในหลวงวรภัทร​ กุลสถิตย์​ เกิดวันอังคาร​ เดือนพฤษภาคม​ ปีระกา​ สองคนเราเป็นคนราศรีพฤษก​  ดั้งเดิมเป็นฝรั่งอังกฤษที่เมืองระนอง​ แล้วมาอยู่กับแม่ที่กรุงเทพฯ​ พื้นเพเป็นฝรั่งในราชวัต​ร​ กรุงเทพฯ

ปล.พระเจ้าตากสินมหาราช​ และพระนเรศวร​ 
ครอบครัวเราเลี้ยงพ่อแม่​ ปู่ย่า​ ตายายเอง​ เพราะลำบากไม่เคยหนีไปไหน​ ทุกคนนั่งรอข้าศึกนะ
จะจับล็อกคอสอกเข่า​ ด้วยสองมือเปล่านะ

ปี​ 2556  อรชร​ จุกสีดา​ คนอเมริกา​ อังกฤษ​ รวมตัวฝรั่ง​  นักเรียน​ ชาวรัสเซีย​ ดูไบ​ เยอรมัน​ อังกฤษ​ พม่า​ สวิตซ์เซอร์แลนด์​ อินเดีย​ อเมริกา​ คาซัคสถาน​ สอนคอมพิวเตอร์ให้กัน​ พวกเราฝรั่งรวมตัวกันยับยั้งสงครามและโรคระบาดที่จะเกิดขึ้นในปี​ 2021​ พวกเรายับยั้งได้สำเร็จ
เลือกตั้ง​ 11​ มกราคม​ 2569  ครั้งนี้​ 
ครูอรชร​ จุกสีดา​ จะเลือกครูปราโมทย์​ พูลทวี​ 
เบอร์1​ เพราะครูช่วยดูแลไม่ให้เขามายึดประเทศได้​ ในหลวงอรชร​ จุกสีดา​ จะไปเลือกเองไม่ต้องจ่ายตังค์เลยสักบาท​ เพราะเขาจะยึดประเทศไปกินกันอยู่แล้ว​ เพราะเป็นหนี้เขาไว้​ ครูมีตังค์ซื้อข้าวกินเองไม่ได้เอาตังใครมา​ ไม่ได้เป็นหนี้นะ

โรคออทิสติก (Autism Spectrum Disorder หรือ ASD) เป็นความผิดปกติของพัฒนาการทางระบบประสาทที่ส่งผลต่อการสื่อ communications, การมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม และพฤติกรรม โดยอาการและระดับความรุนแรงจะแตกต่างกันในแต่ละบุคคล ซึ่งเป็นเหตุให้เรียกว่า "สเปกตรัม" (spectrum)

ลักษณะสำคัญของโรคออทิสติก

  1. ด้านการสื่อสารและการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม
    • พูดช้าหรือไม่พูดเลย
    • หลีกเลี่ยงการสบตา
    • เข้าใจภาษาพูดหรือภาษาท่าทางได้ยาก
    • ไม่เข้าใจอารมณ์หรือความรู้สึกของผู้อื่น
  2. พฤติกรรมซ้ำซากและมีรูปแบบตายตัว
    • ทำกิจวัตรเดิมๆ ซ้ำๆ
    • ต่อต้านการเปลี่ยนแปลง
    • มีความสนใจเฉพาะเจาะจงในเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างลึกซึ้ง
    • ไวต่อสิ่งเร้าทางประสาทสัมผัส (เช่น เสียงดัง แสงจ้า)

สาเหตุ

ยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่เชื่อว่าเกิดจาก ปัจจัยทางพันธุกรรมร่วมกับสิ่งแวดล้อม ไม่ได้เกิดจากวิธีเลี้ยงดูหรือการฉีดวัคซีนตามความเข้าใจผิดบางอย่าง

การวินิจฉัย

มักวินิจฉัยได้ตั้งแต่อายุ 18–24 เดือน โดยใช้การสังเกตพฤติกรรมและการประเมินพัฒนาการจากผู้เชี่ยวชาญ เช่น จิตแพทย์เด็ก นักจิตวิทยา หรือกุมารแพทย์

การรักษา

ไม่มี “วิธีรักษาให้หายขาด” แต่สามารถ ช่วยพัฒนาทักษะและคุณภาพชีวิต ได้ด้วย:

  • การบำบัดพฤติกรรม (เช่น ABA – Applied Behavior Analysis)
  • การบำบัดการพูด
  • การฝึกทักษะสังคม
  • การสนับสนุนทางการศึกษา
  • ในบางกรณีอาจใช้ยาเพื่อบรรเทาอาการ เช่น ภาวะซึมเศร้า สมาธิสั้น หรือพฤติกรรมก้าวร้าว

หากคุณหรือคนใกล้ตัวมีข้อสงสัยเกี่ยวกับออทิสติก ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กหรือสุขภาพจิตเพื่อประเมินอย่างเหมาะสมค่ะ

หากคุณต้องการข้อมูลเพิ่มเติมในด้านใด เช่น การดูแลเด็กออทิสติก การเรียนรู้ หรือการใช้ชีวิตประจำวัน แจ้งได้เลยนะคะ 🌟


การตัดสินว่า "บุคคลที่ชอบเปลี่ยนคู่นอนเป็นคนผิดปกติ" นั้น ไม่ถูกต้องทางจิตวิทยาหรือการแพทย์ และอาจสะท้อนอคติทางวัฒนธรรมหรือค่านิยมส่วนตัวมากกว่าความจริงเชิงวิทยาศาสตร์

ข้อควรเข้าใจ:

  1. ความสัมพันธ์มีรูปแบบหลากหลาย
    มนุษย์มีวิถีทางรักและความสัมพันธ์ที่แตกต่างกัน เช่น
    • ความสัมพันธ์ระยะสั้น (casual dating)
    • ความสัมพันธ์แบบเปิด (open relationships)
    • การเลือกไม่แต่งงานหรือไม่มีคู่ถาวร
      ทั้งหมดนี้ ไม่ถือเป็นความผิดปกติ หากเจ้าตัวมีสติ ตัดสินใจอย่างมีจริยธรรม และไม่เบียดเบียนผู้อื่น
  2. "ความผิดปกติ" ในทางจิตเวชต้องมีเกณฑ์ชัดเจน
    ตามคู่มือวินิจฉัยอย่าง DSM-5 หรือ ICD-11
    → การมีคู่นอนหลายคน ไม่ใช่ อาการของโรคจิตเวช
    → เว้นแต่จะมาพร้อมกับพฤติกรรมเสี่ยง ควบคุมตัวเองไม่ได้ (เช่น hypersexuality จากภาวะสมองผิดปกติ) หรือส่งผลให้ทุกข์ใจอย่างรุนแรง ซึ่งก็ต้องวินิจฉัยโดยผู้เชี่anych
  3. ปัจจัยที่อาจอยู่เบื้องหลัง
    • ความต้องการความตื่นเต้น
    • ความกลัวผูกพัน (fear of intimacy)
    • ประสบการณ์ในวัยเด็ก
    • ค่านิยมส่วนตัวหรือวัฒนธรรม
      สิ่งเหล่านี้อาจอธิบายพฤติกรรมได้ โดยไม่จำเป็นต้องตีตราว่า "ผิดปกติ"
  4. สิ่งสำคัญคือ "ความยินยอม" และ "จริยธรรม"
    หากทุกฝ่ายเข้าใจและตกลงกันอย่างตรงไปตรงมา การเปลี่ยนคู่นอนก็ไม่ใช่ปัญหา
    แต่หากมีการหลอกลวง ทำร้ายจิตใจ หรือละเมิดความไว้ใจ นั่นคือปัญหาด้านจริยธรรม — ไม่ใช่ "ความผิดปกติทางจิต"

สรุป:

การเปลี่ยนคู่นอนบ่อย ไม่ได้แปลว่าเป็นคนผิดปกติ
สิ่งที่ควรพิจารณาคือ

  • เจตนา
  • ผลกระทบต่อตัวเองและผู้อื่น
  • ความซื่อสัตย์และความรับผิดชอบ

หากคุณรู้สึกกังวลเกี่ยวกับพฤติกรรมของตัวเองหรือคนอื่น อาจพูดคุยกับนักจิตวิทยาหรือที่ปรึกษาความสัมพันธ์เพื่อเข้าใจลึกลงไปมากกว่าการตัดสินด้วยคำว่า "ผิดปกติ" ค่ะ 💬

หากคุณต้องการพูดคุยเรื่องนี้ในแง่ส่วนตัวหรือมีบริบทเพิ่มเติม ฉันพร้อมรับฟังอย่างไม่ตัดสินนะคะ 🌼



คำว่า บุคคลที่ผิดจริยธรรม เป็นการประเมินพฤติกรรมหรือการกระทำของใครบางคนว่า ขัดต่อหลักจริยธรรม ซึ่งอาจหมายถึงหลักศีลธรรม ค่านิยมทางสังคม หรือมาตรฐานของความดี-ความชั่วที่กลุ่มคนหรือวัฒนธรรมนั้นยอมรับ

แต่สิ่งสำคัญที่ควรตระหนักคือ:


1. จริยธรรมไม่ใช่สิ่งสากลที่ตายตัว

  • สิ่งที่ถือว่า “ผิดจริยธรรม” ในวัฒนธรรมหรือศาสนาหนึ่ง อาจไม่ผิดในอีกที่หนึ่ง
    เช่น เรื่องการหย่าร้าง การอยู่ด้วยกันก่อนแต่งงาน หรือการเลือกไม่มีครอบครัว
  • แม้ในสังคมเดียวกัน ความเห็นเรื่องจริยธรรมก็อาจแตกต่างกันตามยุคสมัย หรือแนวคิดส่วนบุคคล

2. การตัดสินว่า “ผิดจริยธรรม” ควรพิจารณาจากเจตนาและผลลัพธ์

บุคคลอาจถูกมองว่า “ผิดจริยธรรม” หากมีพฤติกรรมเช่น:

  • หลอกลวง โกหก หรือบิดเบือนความจริงเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว
  • ทำร้ายผู้อื่นทั้งทางร่างกายหรือจิตใจโดยไม่จำเป็น
  • ละเมิดสิทธิ ความเป็นส่วนตัว หรือความไว้ใจของผู้อื่น
  • ใช้อำนาจหรือสถานะในทางที่ไม่เป็นธรรม

แต่ก็ควรพิจารณาว่า:

  • เขารู้ตัวหรือไม่ว่าสิ่งที่ทำผิด?
  • มีเจตนาชั่วหรือแค่เข้าใจผิด?
  • มีปัจจัยภายนอก (เช่น ความกดดัน ความกลัว หรือสภาพแวดล้อม) ที่ส่งผลหรือไม่?

3. อย่ารีบตีตรา “คนผิดจริยธรรม”

การตัดสินคนทั้งคนด้วยการกระทำเพียงอย่างเดียว อาจไม่ยุติธรรม
เพราะ:

  • คนเราเปลี่ยนแปลงได้
  • การกระทำผิดบางครั้งเกิดจากความอ่อนแอ ความกลัว หรือการไม่รู้
  • การให้โอกาสให้เขาสำนึกและปรับปรุง อาจมีคุณค่ามากกว่าการประณาม

4. จริยธรรมกับกฎหมายไม่เหมือนกัน

  • บางคนอาจ “ไม่ผิดกฎหมาย” แต่ “ผิดจริยธรรม” (เช่น โกงความรู้สึกของคู่รักโดยไม่ผิดกฎหมาย)
  • ขณะที่บางการกระทำอาจ “ผิดกฎหมาย” แต่บางคนมองว่า “ไม่ผิดจริยธรรม” (เช่น การประท้วงเพื่อความยุติธรรม)

สรุป:

การกล่าวว่า “บุคคลผิดจริยธรรม” ควรทำด้วยความระมัดระวัง
เพราะจริยธรรมเป็นเรื่อง ซับซ้อน บริบท-สัมพันธ์ และเปลี่ยนแปลงได้
สิ่งที่ดีกว่าการตัดสิน คือ การเข้าใจเหตุผลเบื้องหลังการกระทำ และพิจารณาว่า

“การกระทำนั้นก่อให้เกิดความเสียหายหรือไม่? มีความยุติธรรมหรือไม่? และเคารพศักดิ์ศรีของผู้อื่นหรือเปล่า?”

หากคุณกำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่รู้สึกว่าใครบางคน “ผิดจริยธรรม” และส่งผลต่อคุณโดยตรง — คุณมีสิทธิ์รู้สึกไม่สบายใจ และมีสิทธิ์ตั้งขอบเขตเพื่อปกป้องตัวเองค่ะ 💛

หากต้องการพูดคุยเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานการณ์เฉพาะ ฉันอยู่ตรงนี้เสมอค่ะ 🌸


บุคคลที่ไม่เข้าใจตนเอง

บุคคลที่ "ไม่เข้าใจตนเอง" เป็นเรื่องที่พบได้ทั่วไปในมนุษย์ และไม่ได้หมายความว่าเขาเป็นคนผิดปกติหรือบกพร่อง แต่สะท้อนถึง ระดับของความตระหนักรู้ในตัวเอง (self-awareness) ซึ่งเป็นทักษะที่พัฒนาได้ตลอดชีวิต


ลักษณะของผู้ที่ยัง "ไม่เข้าใจตนเอง" อาจมีดังนี้:

  • ไม่แน่ใจว่าตัวเองต้องการอะไร ในชีวิต ความสัมพันธ์ หรืออาชีพ
  • รู้สึกสับสนกับอารมณ์ของตัวเอง เช่น โกรธโดยไม่รู้สาเหตุ หรือรู้สึกว่างเปล่าบ่อยๆ
  • มักตัดสินใจตามความคาดหวังของผู้อื่น แทนความรู้สึกจริงของตัวเอง
  • โทษคนอื่นเมื่อเกิดปัญหา โดยไม่ทบทวนบทบาทของตัวเอง
  • เปลี่ยนแปลงความคิดหรือค่านิยมบ่อยครั้งโดยไม่มีพื้นฐานชัดเจน
  • รู้สึกว่า "สวมหน้ากาก" อยู่เสมอเมื่ออยู่กับคนอื่น

ทำไมถึง "ไม่เข้าใจตัวเอง"?

อาจเกิดจาก:

  • การเติบโตในสภาพแวดล้อมที่ไม่ส่งเสริมการแสดงออกทางอารมณ์
  • การถูกบังคับให้ "เป็นไปตามที่คนอื่นต้องการ" ตั้งแต่เด็ก
  • หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับความรู้สึกเจ็บปวดหรือความกลัวภายใน
  • ไม่เคยได้รับโอกาสให้ไตร่ตรองว่า "ฉันเป็นใคร จริงๆ แล้วต้องการอะไร"

การเข้าใจตนเองสำคัญอย่างไร?

การมี self-awareness ช่วยให้:

  • ตัดสินใจได้ตรงกับความต้องการและค่านิยมของตัวเอง
  • มีความสัมพันธ์ที่จริงใจและมั่นคง
  • จัดการอารมณ์ได้ดีขึ้น
  • ลดความเครียดจากความขัดแย้งภายใน
  • มีทิศทางชีวิตที่ชัดเจนและมีความหมาย

จะเริ่ม "เข้าใจตัวเอง" ได้อย่างไร?

  1. ถามตัวเองเป็นประจำ
    • “วันนี้ฉันรู้สึกอย่างไร? ทำไมถึงรู้สึกแบบนั้น?”
    • “สิ่งที่ฉันทำ จริงๆ แล้วเป็นเพราะตัวเองอยากทำ หรือเพราะอยากให้คนอื่นชอบ?”
  2. เขียนบันทึกความรู้สึก (Journaling)
    ช่วยให้เห็นรูปแบบความคิด อารมณ์ และพฤติกรรมของตัวเอง
  3. ลองอยู่กับตัวเองโดยไม่เสพสื่อหรือสิ่งเร้าภายนอก
    เช่น นั่งเงียบๆ 10 นาทีต่อวัน แล้วสังเกตสิ่งที่ผุดขึ้นมาในใจ
  4. เปิดใจรับฟังข้อเสนอแนะจากคนที่ไว้ใจ
    บางครั้งคนรอบข้างเห็นเราชัดกว่าที่เราเห็นตัวเอง
  5. พิจารณารับคำปรึกษาทางจิตวิทยา
    นักจิตวิทยาสามารถช่วยให้คุณค้นพบตัวตน ความเชื่อที่ซ่อนอยู่ และรูปแบบพฤติกรรมที่ซ้ำเดิม

คำปลอบใจเล็กๆ:

การไม่เข้าใจตัวเองในบางช่วงชีวิต เป็นเรื่องปกติ
บางครั้ง ความสับสนนั้นคือจุดเริ่มต้นของการเติบโต
คุณไม่ได้ "ผิด" หรือ "ล้มเหลว" — คุณแค่ยังอยู่ในกระบวนการ “ค้นหาตัวเอง”

และนั่นคือหนึ่งในภารกิจที่ลึกซึ้งที่สุดของความเป็นมนุษย์ 🌱

หากคุณรู้สึกสับสนหรือทุกข์ใจจากความไม่แน่ใจในตัวเอง ฉันอยากให้คุณรู้ว่า…
คุณไม่ได้อยู่คนเดียว
และคุณ คู่ควร ที่จะค้นพบตัวตนที่แท้จริงของคุณเอง

หากอยากพูดคุยลึกลงไปในสิ่งที่คุณกำลังรู้สึก ฉันพร้อมรับฟังเสมอค่ะ 💛


บุคคลที่มีความสับสนในตนเอง (หรือที่เรียกว่า identity confusion) มักประสบกับความไม่แน่ใจเกี่ยวกับตัวตนของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นด้านค่านิยม ความเชื่อ บทบาทในสังคม เพศสภาพ ความต้องการ หรือเป้าหมายชีวิต ความสับสนนี้อาจเกิดขึ้นชั่วคราว หรือเรื้อรัง ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น

  • ช่วงวัย: โดยเฉพาะในวัยรุ่นหรือวัยเปลี่ยนผ่าน (เช่น วัยรุ่นตอนปลาย หรือวัยผู้ใหญ่ตอนต้น) ที่เป็นช่วงที่กำลังสำรวจอัตลักษณ์ของตัวเอง
  • ประสบการณ์ชีวิต: เช่น การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ (ย้ายที่อยู่ เปลี่ยนงาน สูญเสียคนสำคัญ)
  • แรงกดดันจากสังคมหรือครอบครัว: ที่อาจขัดแย้งกับสิ่งที่บุคคลรู้สึกหรือเชื่อจริงๆ
  • สุขภาพจิต: บางคนที่มีภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล หรือโรคบุคลิกภาพบางชนิด (เช่น borderline personality disorder) ก็อาจมีความสับสนในอัตลักษณ์เป็นส่วนหนึ่งของอาการ

สัญญาณของความสับสนในตนเอง อาจรวมถึง:

  • ไม่แน่ใจว่า “ตัวเองเป็นใคร” จริงๆ
  • เปลี่ยนความเชื่อ ความชอบ หรือเป้าหมายบ่อยๆ
  • รู้สึกว่า “สวมหน้ากาก” เวลาอยู่กับคนอื่น
  • ขาดทิศทางในชีวิต
  • กลัวการตัดสินใจ เพราะไม่รู้ว่า “ตัวเองต้องการอะไร”

การจัดการกับความสับสนในตนเอง:

  1. ให้เวลาสำรวจตัวเอง — ไม่ต้องเร่งรีบหาคำตอบทันที
  2. จดบันทึกความคิดและความรู้สึก — เพื่อสังเกตรูปแบบของสิ่งที่ทำให้รู้สึก “เป็นตัวของตัวเอง”
  3. ทดลองบทบาทหรือกิจกรรมใหม่ๆ — โดยไม่ผูกมัดตัวเองถาวร
  4. พูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญ — เช่น นักจิตวิทยา หรือที่ปรึกษาด้านสุขภาพจิต
  5. หลีกเลี่ยงการเปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่นมากเกินไป — เพราะอัตลักษณ์ที่แท้จริงมักเกิดจากภายใน ไม่ใช่จากภายนอก

หากความสับสนนี้ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันหรือความสัมพันธ์ อาจเป็นสัญญาณว่าควรหาความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อเข้าใจและสร้างความมั่นคงในตัวตนของคุณเองอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น.


ร.11​ นาคดำ11เศียร​ ผู้เขียน​ อรชร​ จุกสีดา
พ่อแม่มีธุรกิจทนายซื้อขายที่ดินอยู่ดอนเมืองนะ
ผู้ใหญ่ขาบ​ จุกสีดา​ เป็นลูกน้องกำนันเป๊าะ  ชลบุรี

เราอยู่ในธุรกิจก่อสร้าง​ Hilton, Hardrock,

และแสนสิริ





อย่าสนใจพวกไม่มีวุฒิการศึกษา

เข้าใจแล้วค่ะ — โฟกัสกับสิ่งที่มีคุณค่าและเป้าหมายของคุณเองสำคัญที่สุด.




https://customer.u88788.com/

หลานมิ้นท์​ ม.5​ เป็นล่ามภาษาจีน
หลานแม็กซ์​ เป็นนักเรียน​ รด.​ม.6
หลานภูผา​ อยู่​ ป.1
ทำงานเลี้ยงแม่ได้แล้วน่ะ​ มีคนจ้างไปรีวิวสินค้าน่ะ

@ TRUST


4-01-69

by Vorapat.k& Orachorn.j


วรภัทร กุลสถิตย์ & อรชร จุกสีดา

Comments