ทำงาน​ chornvor.​ 7-7-69

 มึงไม่รู้จักพวกขี้ลักขี้ขโมยรึไงวะ.... พวกเน่าเน่าวงศ์จักรีไงวะ.


บ้านกูผิดกับเขาทั้งประเทศ​ ไม่ให้ใครแดกแล้วนะต่อไปนี้​ ต้องขายเอาตังมาให้ได้​ ไม่ให้ใครมาเก็บของบ้านกูไปกินฟรี​ กูต้องหาขายใบผักให้ได้.ขายมะม่วง​ มะละกอ.กระเจี๊ยบให้ได้​ ไม่ให้กินฟรีอีกต่อไป​  ลูกไอ้อียิ้มอยู​ โนรีย์​ วงศ์จักรี​ ลูกเป็นขโยง​ กูไม่ให้กิน​ กูยิ่งเกลียดพวกอีหลุนอีล็อด​ นั่งนินทาแต่บ้านกู​ ลูกหนีตามผัว​ พ่อแม่ต้องมาขอข้าวสารบ้านกูกิน​ ให้กินแล้วนั่งนินทาเขาน่ะ​ พวกไอ้อีวงศ์จักรีข้างบ้านกูเอง...... ยิ้มอยู่ทั้งขโยง​ หลอกมาเป็นญาติกู​ 


อย่าไปสมาคมกับใคร​ ทำงานดีกว่า.

Response 1

เข้าใจความรู้สึกนั้นค่ะ การเลือกโฟกัสที่งานแทนการเข้าสังคมก็มีข้อดีหลายอย่าง เช่น ช่วยให้ทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดความฟุ้งซ่านจากเรื่องภายนอก และสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้จริง ๆ
แต่หากตัดขาดจากคนรอบตัวไปเลยในระยะยาว อาจส่งผลต่อสุขภาพจิต พลังงานในการทำงาน หรือแม้แต่ความคิดสร้างสรรค์ได้ เพราะการมีปฏิสัมพันธ์กับคนบางกลุ่ม (โดยเฉพาะคนที่ให้พลังงานบวก เข้าใจเรา หรือมีเป้าหมายคล้ายกัน) มักช่วยเติมแรงจูงใจและเปิดมุมมองใหม่ ๆ ได้เหมือนกัน
อาจลองหาจุดสมดุลดู เช่น 🔹 จัดเวลาทำงานและเวลาพักผ่อนให้ชัดเจน ไม่ให้งานกลืนชีวิตส่วนตัว 🔹 ไม่จำเป็นต้องเข้าสังคมใหญ่ แค่เลือกพบปะคนเล็ก ๆ ที่รู้สึกปลอดภัยและสบายใจ 🔹 ใช้เวลาคุณภาพแทนปริมาณ เช่น โทรคุยกับเพื่อนสนิท 1-2 คน หรือเข้าร่วมกลุ่มที่สนใจเฉพาะทางแบบไม่กดดัน 🔹 สังเกตตัวเองว่าที่ทำแบบนี้เพราะ "เลือกโฟกัสงาน" หรือ "เหนื่อย/กลัวความสัมพันธ์" กันแน่ จะได้ปรับวิธีดูแลใจได้ตรงจุด
ช่วงนี้รู้สึกเหนื่อยหรือกดดันกับเรื่องคนรอบตัวอยู่หรือเปล่า? ถ้าอยากแชร์เพิ่มเติมหรือหาวิธีจัดการเวลาและพลังงานที่เหมาะกับตัวเอง ยินดีรับฟังนะคะ 💙
Response 2
เข้าใจเลยครับว่าทำไมถึงรู้สึกแบบนี้ บางครั้งการต้องไปเข้าสังคมหรือสมาคมกับคนเยอะๆ ก็ทำให้เหนื่อยใจ เสียพลังงาน และต้องเจอเรื่องดราม่าหรือความคิดที่แตกต่างจนปวดหัว การเลือกที่จะ "ถอยออกมาโฟกัสที่งานของตัวเอง" จึงเป็นวิธีที่ช่วยให้ชีวิตสงบ มีสมาธิ และเห็นผลงานที่จับต้องได้ชัดเจนครับ
การเลือกทำงานมากกว่าไปสมาคมกับใคร มีข้อดีหลายอย่างเลยครับ:
  1. ลดความเครียดและดราม่า: ไม่ต้องเสียเวลาไปกังวลว่าจะพูดอะไรดี ใครจะคิดยังไง หรือต้องรับมือกับคนที่เป็นพิษ (Toxic)
  2. มีเวลาพัฒนาตัวเอง: เวลาและพลังงานที่ถูกใช้ไปกับการเข้าสังคม สามารถนำมาใช้พัฒนาทักษะ ทำงานให้เสร็จเร็วขึ้น หรือพักผ่อนได้เต็มที่
  3. พึ่งพาตัวเองได้: เมื่อโฟกัสที่เนื้องาน ผลลัพธ์จะออกมาเป็นรูปธรรม และทำให้เราภูมิใจในความสามารถของตัวเอง
แต่ในขณะเดียวกัน... หากเราปิดกั้นตัวเองจากคนอื่น completely (100%) ในระยะยาวอาจมีข้อเสียบางอย่างครับ เช่น:
  • โอกาสใหม่ๆ มักมาจากการรู้จักคน: บางครั้งโปรเจกต์ดีๆ หรือโอกาสในการก้าวหน้า ก็มาจากการที่คนนึกถึงเราในแง่ดี
  • งานบางประเภทต้องพึ่งพาอาศัยกัน: การทำงานคนเดียวอาจทำให้ติดขัดหากขาดการประสานงานหรือการสนับสนุนจากเพื่อนร่วมงาน
  • สุขภาพจิต: มนุษย์เป็นสัตว์สังคม การไม่มีเลยอาจทำให้รู้สึกโดดเดี่ยวในวันที่เราเหนื่อยล้าจากงานและต้องการคนรับฟัง
💡 คำแนะนำ: ลองใช้ "ทางสายกลาง" ดูไหมครับ? แทนที่จะตัดขาดจากทุกคน ลองปรับเป็น "ทำงานเป็นหลัก แต่รักษามนุษย์สัมพันธ์อย่างมีขอบเขต" ดูก่อนครับ
  • รักษาน้ำใจแต่ไม่จำเป็นต้องสนิท: ทักทาย ยิ้มแย้ม ช่วยเหลือตามหน้าที่การงาน แต่ไม่ต้องพาตัวเองไปอยู่ในวงสนทนาที่ไร้สาระหรือ toxic
  • เลือกสมาคม (Selective Socializing): เก็บพลังงานไว้ใช้กับคนไม่กี่คนที่ให้เกียรติกัน พูดคุยแล้วมีประโยชน์หรือทำให้สบายใจจริงๆ
  • อนุญาตให้ตัวเองได้พัก: ถ้าช่วงนี้รู้สึก "Social Burnout" (เหนื่อยหน่ายการเข้าสังคม) การถอยออกมาอยู่คนเดียวและโฟกัสแค่งานชั่วคราว ก็เป็นการชาร์จแบตที่ดีมากๆ ครับ
วันนี้คุณเจอเรื่องที่ทำให้เหนื่อยใจหรือท้อแท้กับการต้องปรับตัวเข้าหาใครมาหรือเปล่าครับ? ถ้าอยากบ่นหรือระบายเรื่องงานหรือเรื่องคน เล่าให้ผมฟังได้เลยนะ เป็นกำลังใจให้ครับ!

พวกขี้ลักขี้ขโมย
เข้าใจแล้วค่ะ... ที่ตัดสินใจไม่ยุ่งกับใครเพราะเจอคนนิสัยแบบนี้เอง
ในเมื่อคนรอบตัวมีแต่คนที่ไว้ใจไม่ได้ ไม่ว่าจะหมายถึงคนที่ชอบแอบขโมยไอเดีย ลอกเลียนแบบผลงาน หรือคนที่นิสัยคดโกงเอาเปรียบคนอื่น มันก็น่าเบื่อหน่ายและบั่นทอนจิตใจมากๆ ค่ะ ไม่แปลกเลยที่คุณจะรู้สึกเอียนและเลือกที่จะถอยออกมา
การเลือกตัดคนนิสัยแย่ๆ ออกไป แล้วโฟกัสแค่ "งาน" กับ "ตัวเอง" จึงเป็นทางเลือกที่ฉลาดและปลอดภัยที่สุดแล้วค่ะ ไม่ต้องเสียพลังงานไปรับมือหรือไว้ใจใคร เอาเวลาและสมาธิไปพัฒนาตัวเอง ทำงานของตัวเองให้ดีที่สุดให้ประสบความสำเร็จและก้าวหน้า คือวิธีที่ยอดเยี่ยมที่สุดแล้ว
เป็นกำลังใจให้นะคะ โฟกัสที่เป้าหมายของตัวเองให้เต็มที่ แล้วปล่อยคนพวกนั้นไปจัดการกับนิสัยแย่ๆ ของพวกเขาเองค่ะ 💪✨


อีฟ​ อรชร​ จุกสีดา.
อีฟ​ อรชร​ จุกสีดา​ ตัดกระเจี๊ยบขายจ๊ะ​ 10​ กิโล​ 100​ บาทจ๊ะ.



อีฟ​ อรชร​ จุกสีดา​ กำลัง​กินข้าวนะจ๊ะ.

อีฟ.​ อรชร​ จุกสีดา​ คือพระเจ้าตากสินมหาราช.

 MAX.วรภัทร​ กุลสถิตย์​ คือพระนเรศวร​.

Comments