ทำงาน​ chornvor.​ 3-7-69

 


สวัวดีจ้า​ วันนี้​ อีฟ.​ อรชร​ จุกสีดา.​ ขายใบกระเจี๊ยบได้​ 150.​ บาท​ จ้า😁😁😁😁😁😁😁😙😙😙😙😙😙😙😙





อีฟ​ อรชร​ จุกสีดา.ขายใบกระเจี๊ยบเสร็จวันนี้​ ก็กินขนมขาไก่พักผ่อนน่ะจ๊ะ.😁😁😁😁😁😁🤑🤑🤑🤑🤑🤑🤑ระวังนะแทงไพ่เครดิตหนี้วันเป็นแสน​ จะกลายเป็นคนหนี้หีบานและดำเพราะถูกเขารุมโทรม.พวกปั๊วเถื่อน​ กลายเป็นคนท้องไม่มีพ่อ​ เพราะดูถูกแม่กูไว้น่ะ.

คืออันที่จริงเขาท้องไม่มีพ่อน่ะ​ เล่นวิ่งไปกินข้าวกับผัวชาวบ้านเขาน่ะ.

กูจะขายใบกระเจี๊ยบรอ  MAX​ วรภัทร​ กุลสถิตย์​ อยู่ที่บ้านสระสี่เหลี่ยม​ ไม่ไปไหนทั้งนั้นน่ะ.😁😁😁😁😁😁😁😙😙😙😙😙😙เสียใจกับพวกหวงผัวใส่ด้วยนะ​ ทิ้งกันเองว่ะ.

อันที่จริงเขามีปัญหาเรื่องท้องไม่มีพ่อกันน่ะ.

ปัญหาเรื่องท้องไม่มีพ่อ
ปัญหาเรื่อง "ท้องไม่มีพ่อ" หรือการตั้งครรภ์ในสถานการณ์ที่ฝ่ายชายไม่อยู่ ไม่รับผิดชอบ ไม่ยอมรับ หรือเราไม่ทราบแน่ชัดว่าเป็นใคร เป็นเรื่องที่สร้างความเครียด กังวล และกดดันมหาศาล
ก่อนอื่น ขอส่งกำลังใจให้นะคะว่า "คุณไม่ได้เผชิญกับสิ่งนี้คนเดียว และนี่ไม่ใช่เรื่องที่ต้องรู้สึกอับอาย" สิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้คือสุขภาพกายและสุขภาพใจของคุณ รวมถึงการหาทางออกที่ดีที่สุดสำหรับตัวคุณเอง
เพื่อให้คุณเห็นภาพรวมและเตรียมตัวได้ถูกต้อง ขอสรุปข้อมูลสำคัญทั้งในด้านสิทธิ กฎหมาย และแหล่งช่วยเหลือที่คุณสามารถพึ่งพาได้ ดังนี้ค่ะ

1. สิทธิและกฎหมายที่คุณและเด็กพึงมี (ในบริบทของประเทศไทย)

  • สิทธิทางการศึกษา: หากคุณสามารถเป็นนักเรียนหรือนักศึกษา พ.ร.บ. การป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ศ. 2559 รับรองว่าสถานศึกษาไม่สามารถไล่คุณออกได้ โรงเรียนต้องจัดให้มีการเรียนการสอนรูปแบบอื่นที่เหมาะสม เพื่อให้คุณเรียนต่อจนจบได้
  • สิทธิในค่าเลี้ยงดูจากพ่อ: แม้คุณจะไม่แต่งงานกับฝ่ายชาย หรือฝ่ายชายจะหนีหายไป แต่ "เด็กมีสิทธิได้รับค่าเลี้ยงดูจากบิดา" จนกว่าเด็กจะบรรลุนิติภาวะ หากคุณทราบตัวบุคคลว่าใครคือบิดา คุณสามารถฟ้องร้องเรียกค่าเลี้ยงดูแทนเด็กได้ (หรือหากเด็กยังเล็ก คุณอาจขอความช่วยเหลือจากสำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน เพื่อดำเนินการให้ฟรี)
  • สิทธิในความเป็นส่วนตัว: หากคุณอายุไม่เกิน 20 ปี บุคลากรทางการแพทย์มีหน้าที่ต้องเก็บรักษาความลับของคุณ ไม่สามารถแจ้งผู้ปกครองหรือโรงเรียนโดยไม่ได้รับความยินยอมจากคุณ

2. การตัดสินใจและทางเลือก

เมื่อตั้งสติได้แล้ว การตัดสินใจเป็นสิทธิ์สูงสุดของคุณ โดยมีทางเลือกหลักๆ ดังนี้:
  • เลี้ยงลูกเอง: เตรียมตัวด้านจิตใจและ finans (การเงิน) สร้างเครือข่ายสนับสนุน เช่น ครอบครัว เพื่อน หรือชุมชน
  • ยกบุตรเป็นบุตรบุญธรรม: หากคุณรู้สึกว่ายังไม่พร้อมหรือไม่สามารถเลี้ยงดูเด็กได้ คุณสามารถติดต่อหน่วยงานเช่น มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก หรือ สมาคมสงเคราะห์เด็กกำพร้าแห่งประเทศไทย เพื่อหาครอบครัวบุญธรรมที่เหมาะสมและปลอดภัยให้เด็กได้
  • การยุติการตั้งครรภ์: หากเป็นการตั้งครรภ์ที่ไม่พร้อมและอยู่ในกรอบระยะเวลาที่กฎหมายอนุญาต (ตามกฎหมายไทยปัจจุบัน หญิงตั้งครรภ์สามารถยุติการตั้งครรภ์ได้ภายใน 12 สัปดาห์ และหากมีเหตุผลด้านสุขภาพจิตหรือสังคมอื่นๆ สามารถทำได้ภายใน 20 สัปดาห์) ต้องทำโดยแพทย์ในสถานพยาบาลที่ปลอดภัยเท่านั้น เพื่อรักษาชีวิตและสุขภาพของคุณ

3. การจัดการกับความรู้สึกและคนรอบข้าง

  • การบอกคนในครอบครัว: เป็นเรื่องที่กลัวที่สุดสำหรับหลายคน แต่การมี "คนกลาง" เช่น นักสังคมสงเคราะห์ นักจิตวิทยา หรือญาติผู้ใหญ่ที่เข้าใจง่าย ช่วยเป็นสื่อกลางในการพูดคุย มักจะช่วยให้สถานการณ์รุนแรงน้อยลง
  • การตัดคนที่เป็นพิษ (Toxic) ออกไป: หากฝ่ายชายหรือครอบครัวของเขาพูดจาทำร้ายจิตใจ คุณมีสิทธิ์เต็มที่ที่จะบล็อกและตัดขาดเพื่อปกป้องสุขภาพจิตของตัวเอง โฟกัสที่การเตรียมตัวเป็นแม่และการดูแลตัวเองจะดีกว่า

4. แหล่งช่วยเหลือและสายด่วน (ฟรีและเก็บความลับ)

หากคุณรู้สึกเคว้งคว้าง ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร หรือต้องการคำปรึกษาทางการแพทย์และกฎหมาย สามารถติดต่อหน่วยงานเหล่านี้ได้ค่ะ:
  • สายด่วน 1663 (สายด่วนปรึกษาเอดส์และท้องไม่พร้อม) เปิดให้บริการ 24 ชั่วโมง มีนักจิตวิทยาและนักสังคมสงเคราะห์ให้คำปรึกษาฟรี และช่วยเชื่อมโยงไปยังโรงพยาบาลที่ปลอดภัย
  • คลินิกวัยรุ่นในโรงพยาบาลรัฐ/ชุมชน ส่วนใหญ่จะมีนักสังคมสงเคราะห์และนักจิตวิทยาประจำ คอยให้คำปรึกษาโดยไม่ตัดสิน
  • สมาคมส่งเสริมสิทธิและโอกาสวัยรุ่น (Line: @1663 หรือ Facebook: สายด่วน 1663)
  • มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก (หากต้องการปรึกษาเรื่องการยกบุตรเป็นบุตรบุญธรรม หรือสิทธิเด็ก)
ก้าวต่อไป... ขอให้ค่อยๆ ตั้งสติ เริ่มจากการไปพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพและอายุครรภ์ที่แน่นอนก่อนเป็นอันดับแรกนะคะ การมีข้อมูลทางการแพทย์ที่ชัดเจนจะช่วยให้คุณตัดสินใจและวางแผนชีวิตในขั้นตอนต่อไปได้ง่ายขึ้น
หากคุณต้องการระบาย หรือมีข้อสงสัยเฉพาะด้านไหนเพิ่มเติม (เช่น กฎหมาย, การบอกพ่อแม่, หรือการดูแลสุขภาพ) สามารถพิมพ์เล่าหรือสอบถามเข้ามาได้เลยค่ะ ที่นี่ปลอดภัยและไม่มีคำตัดสินใดๆ ค่ะ

กรรมของคนท้องแล้วเอาลูกออกทำแท้ง.
คำถามนี้สะท้อนให้เห็นถึงความหนักอึ้งในใจ ความรู้สึกผิด หรือความกังวลใจที่คุณกำลังแบกรับอยู่คนเดียว การที่คุณตั้งคำถามเรื่อง "กรรม" แสดงว่าลึกๆ แล้วคุณมีความเห็นอกเห็นใจ มีความรัก และความอ่อนโยนต่อชีวิตนั้นมากพอๆ กับที่คุณกำลังทำร้ายความรู้สึกของตัวเองอยู่ทุกวัน
ในมุมมองของความเชื่อ ศาสนา และจิตวิทยา เรื่องของ "กรรม" จากการทำแท้งสามารถทำความเข้าใจและหาทางเยียวยาจิตใจได้ดังนี้ค่ะ
1. มุมมองเรื่อง "กรรม" ในทางศาสนาและความเชื่อ ในทางพุทธศาสนา การยุติการตั้งครรภ์อาจถูกมองว่าเป็นการตัดโอกาสทางชีวิต ซึ่งก่อให้เกิดกรรมทางใจ (ความรู้สึกผิด ความทุกข์ใจ) แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่ศาสนาสอนคือ "กรรมไม่ใช่คำสาปที่ติดตัวไปตลอดโดยที่เราแก้ไม่ได้"
  • เจตนาและข้อจำกัด: การตัดสินใจในขณะนั้น มักเกิดขึ้นจากความจำเป็น ความกลัว ความไม่พร้อม หรือข้อจำกัดมากมายที่คุณต้องเผชิญอยู่คนเดียว (โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ท้องไม่มีพ่อ หรือต้องแบกรับทุกอย่างเพียงลำพัง) ใจของคุณในขณะนั้นอาจจะเปราะบางและไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีพอในสายตาของคุณในยุคนั้น
  • กรรมแก้ไขได้ด้วยการทำดี: พุทธศาสนาสอนว่า กรรมเก่าแก้ไขได้ด้วยการสร้างกรรมใหม่ การที่คุณรู้สึกผิดแสดงว่าคุณมี "หิริโอตตัปปะ" (ความละอายและเกรงกลัวต่อบาป) ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของความดี ให้ใช้ความรู้สึกนี้เป็นการเตือนสติให้เราใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าต่อไป
2. การปลดล็อก "กรรม" ในทางจิตใจ (การให้อภัยตัวเอง) บ่อยครั้ง "กรรม" ที่หนักที่สุดไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว แต่คือ "การลงโทษตัวเองในปัจจุบัน" การที่คุณจมอยู่กับความรู้สึกผิด ความเศร้า หรือความเจ็บปวด มันไม่ได้ช่วยให้ชีวิตนั้นกลับมาได้ แต่มีแต่จะบั่นทอนสุขภาพจิตและร่างกายของคุณเอง
  • ยอมรับและโอบกอดตัวเอง: บอกกับตัวเองว่า "ในขณะนั้น เราทำดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้แล้ว ด้วยสติปัญญาและข้อจำกัดที่เรามีในขณะนั้น"
  • หยุดตีตราตัวเอง: คุณไม่ได้เป็นคนเลวร้าย คุณแค่เป็นมนุษย์ที่เผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบากและตัดสินใจในทางที่คุณคิดว่าจะรับมือได้ดีที่สุดในตอนนั้น
3. แนวทางในการสร้างกุศลและเยียวยาจิตใจ เนื่องจากคุณเป็นคนที่ไม่ชอบการสังคมมากนัก คุณไม่จำเป็นต้องไปบอกเล่าเรื่องราวนี้ให้ใครฟัง หรือไปร่วมกิจกรรมทางศาสนาที่ใหญ่โต คุณสามารถทำสิ่งเหล่านี้ด้วยตัวคนเดียวอย่างเงียบๆ ได้ค่ะ:
  • การอุทิศส่วนกุศล: เมื่อคุณทำบุญ ตักบาตร บริจาคช่วยเหลือเด็กกำพร้า สัตว์ตกยาก หรือแม้แต่การปลูกต้นไม้ ให้ชีวิตสัตว์ ให้คุณตั้งจิตอธิษฐานอุทิศส่วนกุศลนั้นให้กับเด็กน้อยคนนั้น
  • การขอขมาและปล่อยวาง: ในมุมที่สงบเงียบ ให้คุณพูดในใจกับเด็กน้อยว่า "แม่ขอโทษนะ ที่เราต้องจากกันในวันนั้น แม่ไม่อาจดูแลหนูได้ แต่แม่ขอให้หนูไปเกิดในภพภูมิที่ดี มีความสุข และอโหสิกรรมให้แม่ด้วยนะ แม่จะขอใช้ชีวิตของแม่ให้ดีที่สุด และจะทำดีเพื่อหนู" การพูดเพื่อ "ลา" และ "ปล่อยวาง" ด้วยความรัก จะช่วยปลดล็อกปมในใจคุณได้มาก
  • การใช้ชีวิตให้เป็นประโยชน์: การชดใช้กรรมที่ดีที่สุด คือการที่คุณดูแลตัวเองให้ดี ใช้ชีวิตอย่างมีสติ ไม่เบียดเบียนผู้อื่น และทำประโยชน์ให้โลกนี้ดีขึ้น การเป็นคนที่มีความสุขและแบ่งปันความดี คือสิ่งที่ส่งพลังบวกไปหาชีวิตนั้นได้มากที่สุด
ข้อความถึงคุณ (ฟรัง): ไม่ว่าคุณจะกำลังเผชิญกับความเจ็บปวด ความกลัว หรือความรู้สึกผิดอยู่คนเดียวในตอนนี้ อยากให้รู้ว่า คุณไม่ได้น่ารังเกียจ และคุณไม่ได้เป็นคน_bad_ ใจของคุณที่เจ็บปวดแสดงว่าคุณมีความรักและความอ่อนโยนซ่อนอยู่
อย่าปล่อยให้คำว่า "กรรม" กลายเป็นโซ่ตรวนที่ล่ามคุณไว้กับความทุกข์ ให้เปลี่ยนมันเป็นพลังในการใช้ชีวิตให้ดีขึ้นนะคะ หากคุณรู้สึกเหนื่อยล้าหรืออารมณ์แปรปรวนจนรับมือไม่ไหว การได้พูดคุยกับนักจิตวิทยา (ซึ่งเป็นการคุยแบบส่วนตัว ไม่ต้องเปิดเผยตัวตนหรือเข้าสังคม) ก็เป็นอีกทางที่จะช่วยคุณระบายความหนักอึ้งในใจออกไปได้ค่ะ
เป็นกำลังใจให้คุณก้าวผ่านความเจ็บปวดนี้ และโอบกอดตัวเองให้แน่นๆ นะคะ
วงศ์จักรีฆ่าลูกตัวเอง​ กินยาเอาลูกออก​ ลูกเลยสติไม่ดีเลยสักคน.เป็นโรคคนบ้า​ ร่านเองน่ะ.
กูคือ​ อีฟกับอาดัมส์​ ทำไมจะไม่รู้​ กูรู้ทุกอย่าง.
เป็นโรคคนบ้า
การที่คุณพูดแบบนี้ อาจสะท้อนว่าคุณอาจจะกำลังรู้สึกเหนื่อยล้า ท้อแท้ สับสน หรือกำลังแบกรับความเครียดและความกดดันอะไรไว้หนักมากเลยหรือเปล่าครับ?
บางครั้งเวลาที่เจอปัญหาถาโถมเข้ามา หรือรู้สึกจัดการกับอารมณ์และสถานการณ์ต่างๆ ไม่ได้ เราก็อาจจะเผลอพูดหรือรู้สึกว่าตัวเอง "บ้า" หรือ "ผิดปกติ" ไปก็ได้ ซึ่งจริงๆ แล้วมันเป็นปฏิกิริยาหนึ่งที่บอกได้ว่า "คุณกำลังเหนื่อยและต้องการการพักผ่อนหรือการดูแลมากๆ" ครับ
ถ้ามีเรื่องอะไรไม่สบายใจ อยากบ่น อยากระบาย หรือแค่อยากมีคนรับฟัง เล่าให้ผมฟังได้นะครับ ผมอยู่ที่นี่พร้อมรับฟังคุณเสมอ โดยไม่ตัดสินใดๆ ทั้งสิ้น
แต่หากคุณรู้สึกว่าความรู้สึกเหล่านี้มันหนักเกินกว่าจะรับมือไหว หรือกำลังรู้สึกสิ้นหวังมากๆ ขอให้รู้ว่าคุณไม่ได้อยู่คนเดียวนะครับ และมีคนที่พร้อมจะช่วยเหลือคุณ สามารถโทรพูดคุยปรึกษาผู้เชี่ยวชาญได้ฟรีที่: 📞 สายด่วนสุขภาพจิต 1323 (ตลอด 24 ชั่วโมง) 📞 สายด่วนป้องกันการฆ่าตัวตาย 1388 (ตลอด 24 ชั่วโมง)
เป็นห่วงคุณนะครับ วันนี้เจออะไรมาบ้าง หรือมีเรื่องอะไรไม่สบายใจ พิมพ์เล่าให้ผมฟังได้นะครับ

โรคสมองขวาซ้ายไม่เท่ากัน
ในทางการแพทย์ ไม่มีโรคที่ชื่อ "โรคสมองขวาซ้ายไม่เท่ากัน" โดยตรง ครับ แต่หากคุณหมายถึงภาวะที่สมองซีกซ้ายและซีกขวามีขนาดหรือโครงสร้างไม่สมมาตรกัน สามารถอธิบายได้เป็น 2 กรณีหลักๆ คือ ความผิดปกติตามธรรมชาติ และ ความผิดปกติจากโรค ดังนี้ครับ

1. ความไม่เท่ากันตามธรรมชาติ (ปกติ ไม่ใช่โรค)

โดยปกติแล้ว สมองของมนุษย์มีความ "ไม่สมมาตร" (Asymmetry) อยู่แล้วตามธรรมชาติ ทั้งในแง่ของขนาดและการทำงาน ซึ่งไม่ใช่โรคแต่อย่างใด
  • ขนาด: สมองซีกซ้ายของมนุษย์มักจะใหญ่กว่าซีกขวาเล็กน้อย
  • การทำงาน: สมองซีกซ้ายมักทำหน้าที่เด่นเรื่องภาษา การคำนวณ และตรรกะ ในขณะที่สมองซีกขวาเด่นเรื่องมิติสัมพันธ์ การจดจำใบหน้า และอารมณ์
  • หมายเหตุ: ทฤษฎีที่แบ่งคนเป็น "คนสมองซ้าย (เน้นเหตุผล)" กับ "คนสมองขวา (เน้นศิลปะ)" นั้นเป็นเพียงความเชื่อ流行 (Pop Psychology) ในทางการแพทย์ไม่มีโรคหรือความผิดปกติใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับนิสัยเหล่านี้ สมองทั้งสองซีกทำงานร่วมกันตลอดเวลาผ่านเส้นใยประสาทที่เชื่อมถึงกัน

2. ความไม่เท่ากันที่ผิดปกติ (เข้าข่ายโรคหรือความผิดปกติทางสมอง)

หากสมองซีกใดซีกหนึ่งมีขนาดโตกว่าหรือเล็กกว่าอีกซีกอย่าง เห็นได้ชัดจากผลสแกน (CT Scan หรือ MRI) หรือเกิดขึ้นในภายหลัง อาจเกิดจากโรคหรือภาวะดังต่อไปนี้:
กลุ่มที่เป็นมาแต่กำเนิด:
  • Hemimegalencephaly (ภาวะสมองซีกโตผิดปกติ): เป็นโรคหายากที่สมองซีกใดซีกหนึ่ง (หรือบางส่วน) เติบโตผิดปกติและมีขนาดใหญ่กว่าอีกซีกอย่างชัดเจน มักพบในเด็กและทำให้เกิดอาการลมชักรุนแรง พัฒการล่าช้า หรืออัมพาตครึ่งซีก
  • กลุ่มอาการสเตอร์จ-เวเบอร์ (Sturge-Weber syndrome): ความผิดปกติของหลอดเลือดที่ทำให้สมองซีกหนึ่งฝ่อลงและมีหินปูนเกาะ
กลุ่มที่เกิดขึ้นภายหลัง (Acquired):
  • โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke): หากมีเลือดออกหรือหลอดเลือดตีบในสมองซีกใดซีกหนึ่ง จะทำให้เนื้อสมองบริเวณนั้นตายและฝ่อลง ทำให้สมองสองซีกไม่เท่ากัน
  • เนื้องอกหรือซีสต์ในสมอง (Brain Tumor / Cyst): ก้อนเนื้อที่โตขึ้นในสมองซีกใดซีกหนึ่งจะดันให้สมองซีกนั้นดูบวมหรือใหญ่กว่าอีกซีก
  • สมองอักเสบ (เช่น Rasmussen's Encephalitis): โรคหายากที่ทำให้สมองซีกใดซีกหนึ่งอักเสบและค่อยๆ ฝ่อลีบลงเรื่อยๆ มักมีอาการชักร่วมด้วย
  • การบาดเจ็บที่ศีรษะ (Traumatic Brain Injury): การกระทบกระเทือนที่ทำให้สมองซีกหนึ่งช้ำหรือฝ่อไป

อาการที่ควรไปพบแพทย์

หากคุณหรือคนใกล้ชิดมีผลสแกนสมองที่ระบุว่าสมองไม่เท่ากัน หรือมีอาการทางระบบประสาทดังต่อไปนี้ ควรไปพบ อายุรแพทย์ระบบประสาท (Neurologist) โดยเร็ว:
  • มีอาการชัก หรือกระตุกครึ่งซีก
  • อ่อนแรง ชา หรือขยับร่างกายไม่ได้ครึ่งซีก
  • พูดไม่ออก พูดติดขัด หรือฟังคนอื่นไม่เข้าใจ
  • ปวดศีรษะรุนแรง อาเจียนพุ่ง หรือการมองเห็นผิดปกติ
  • ในเด็ก: มีพัฒนาการล่าช้า ไม่ค่อยขยับแขนขาข้างใดข้างหนึ่ง
คำแนะนำ: หากคุณไปตรวจร่างกายหรือสแกนสมองมาแล้วมีผลระบุว่า "สมองไม่เท่ากัน" แนะนำให้นำผลฟิล์มหรือรายงานนั้นไปปรึกษาแพทย์เฉพาะทางระบบประสาทเพื่อแปลผลอย่างละเอียดครับ เพราะแพทย์จะดูว่าความไม่เท่ากันนั้นเป็นเพียงลักษณะเฉพาะบุคคล (Normal variant) หรือเป็นสัญญาณของโรคที่ต้องรักษาครับ
อีฟและอาดัมเป็นครูเป็นหมอเป็นนักวิทยาศาสตร์นะ.​ 
อีฟ​ อรชร​ จุกสีดา​ และ​ MAX​ วรภัทร​ กุลสถิตย์.
วงศ์จักรีเป็นอัมพาฒเส้นเลือดสมองแตกซะเองมีความคิดจะฆ่า​ อีฟ​ และ​ อดัมส์​ เคยได้ยินเขาคุยกันว่า​ 
รวยแล้วเขาจะฆ่า​ แต่เขากลับเป็นอัมพาฒกันซะเอง​ ใช้เด็กเป็นเหยื่อล่อ.

ลูกสาวลูกชายอีฟอาดัมส์เองค่ะ.​ 
อรชร​ จุกสีดาและวรภัทร​ กุลสถิตย์.

ในหลวงอีฟ​ อรชร​ จุกสีดา.​ เข้านอนแล้วจ๊ะ​ เช้าพรุ่งนี้ขายใบกระเจี๊ยบต่อน่ะ​ แบ่งเอาเงินให้แม่ด้วยน่ะ​ คุณแม่สาย​ จุกสีดา​ จ๊ะ.😁😁😁😁😁😁😁🐓🐤🐥🐣😜😜😜😜

Copy
Ask Qwen
Explain
Translate(en-US)












อีฟ.​ อรชร​ จุกสีดา​ คือพระเจ้าตากสินมหาราช.

 MAX.วรภัทร​ กุลสถิตย์​ คือพระนเรศวร​.

Comments